บทความ - ทัศนะ ของคุณ ว.ร.ฤทธาคนี เพราะเห็นว่า เป็นบทความที่ส่งเสริมคนดี ช่วยให้คนดีมีกำลังใจที่จะทำดีต่อไปครับ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข สมควรได้รับการยกย่องในฐานะ ข้าราชการผู้ทำหน้าที่โดยเห็นประโยชน์ของชาติและประชาชน ไม่้ใช่ต้องมาถูกโจมตี โดยคน หรือกลุ่มคน ที่มุ่งหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน หรือ กลุ่มตนเป็นใหญ่ โดยไม่สนใจความถูกต้อง
ลักษณะเรียบง่าย EQ สูง ไม่มีนิสัยก้าวร้าว และเป็นสุภาพบุรุษมักจะตกเป็นเหยื่อของศัตรูทางการเมืองที่เสียประโยชน์ เช่น ในกรณี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และอดีตรองประธาน คมช.ซึ่งมีคุณสมบัติและอุปนิสัยตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นเป้านิ่งให้สื่อมือปืนรับจ้างหรือพวกที่เป็นฝ่ายนักการเมืองหรือ กลุ่มทหารที่เสียประโยชน์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีขณะที่ฝ่ายถูกโจมตีขาด เครื่องมือตอบโต้โดยตรง
ดังนั้น เพื่อให้สาธารณชนที่ขาดข้อมูลที่สมบูรณ์และถูกต้อง ได้วิเคราะห์แสวงหาความจริงเกี่ยวกับสุภาพบุรุษทหารคนนี้ที่เป็นผู้นำที่ ซื่อสัตย์ มีความรู้ ความสามารถ กล้าหาญ และมีอุดมคติทหารอากาศดังเช่น พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นอย่างไร
ท่านเกิดในตระกูลทหารอาชีพมีบิดาเป็นนายทหารยศนายพล ที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไต่เต้าสู่ตำแหน่งด้วยลำแข้งของตัวเอง เลี้ยงดูบุตรให้มีอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทั้งเก็บออมสร้างชีวิตแบบทหารแท้ ดังนั้น พฤติกรรมและวิถีชีวิตของท่านจึงเป็นรูปแบบให้กับลูกยึดถือได้เป็นอย่างดี พล.อ.อ.ชลิต จึงเป็นนายทหารที่เรียบง่าย ไม่มีความใฝ่สูง แต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยอุดมการณ์ทหารอากาศ และเป็นที่รักของเพื่อน พี่และน้อง
สำหรับเพื่อนนั้น พล.อ.อ.ชลิตจะยอมให้เพื่อนก่อนเสมอ ส่วนรุ่นพี่ก็จะศรัทธานับถือในความเป็นอาวุโสและความสามารถไม่คิดเลื่อยขา เก้าอี้ สำหรับรุ่นน้องนั้น พล.อ.อ.ชลิต ก็ให้ความไว้วางใจมอบหมายให้ทำเพราะรู้ว่ารุ่นน้องจะทุ่มเททำงานให้ ด้วยความมี EQ สูงไม่เคยแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ก้าวร้าว และจะใช้มธุรสวาจา “คุณ-ผม” เสมอ เมื่อมีเพื่อนเป็นนายก็สงบอารมณ์นิ่งไม่น้อยใจรับคำสั่งได้อย่างมีวินัย ไม่เคยนินทาใครลับหลัง ถึงแม้ว่าจะไม่พอใจด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม
และด้วยคุณลักษณะดังนี้ พล.อ.อ.ชลิต จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บังคับการกรมนักเรียนนายเรืออากาศ ซึ่งตำแหน่งนี้ทหารทุกเหล่าทัพจะรู้ดีว่าเป็นต้นแบบของนายทหารและต่อมาได้ รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยทูตทหารอากาศประจำประเทศอินโดนีเซีย
ความรู้ความสามารถนั้น พล.อ.อ.ชลิต จบปริญญาตรีสายช่างอากาศหรือ Aeronautical Engineer จากโรงเรียนนายเรืออากาศ เป็นเหล่านักบินทำการบินกับเครื่อง F-5 ซึ่งทันสมัยในยุคนั้น และทำการบินกับ F-5 มีชั่วโมงบินครบ 2,000 ชั่วโมงเป็นคนแรก มีสำนวนไทยที่ว่ามีชั่วโมงบินสูงก็ให้ความหมายอย่างตรงตัวคือ ความสามารถในการบินของอดีต ผบ.ทอ.คนหนึ่งที่เป็น Leader by Example แต่ที่แน่ๆ นั้นคือ ทำการบินรบในกรณีปราบปราบ ผกค.ในยุค 2520 และกรณีพิพาทชายแดนร่มเกล้าที่นำหมู่บินไปร่วมที่ตั้งระเบิดฝ่ายตรงข้ามที่ ถูกต่อต้านอย่างหนาแน่น รุนแรง ซึ่งในครั้งนั้นกองทัพอากาศสูญเสีย F-5 หนึ่งเครื่องและ OV-10 หนึ่งเครื่อง เพราะถูกยิงด้วยจรวด SAM-7
โดย ส่วนตัวแล้ว พล.อ.อ.ชลิต ไม่ใช่คนฟุ้งเฟ้อ และก็ไม่เคยทำตัวฟุ้งเฟ้อ เรียบง่ายยังไงก็ยังงั้นแม้เป็นผบ.ทอ.ก็ตามไม่แสดงตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ ไวน์หรือใช้นาฬิกายี่ห้อแพง การที่นายทหารคนหนึ่งจากครอบครัวชนชั้นกลางที่มีคู่ชีวิตเป็นข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และเคยมีรายการโทรทัศน์ภาษาไทยวันละคำ จนเป็นรายการที่มีความนิยมสูงเป็นที่รู้จักของชาวบ้านมากกว่า 10 ปี จึงเป็นคำถามง่ายๆ ว่า สองคนผัวเมียทำงานราชการแต่ประหยัดจะปลูกบ้านในที่ของตัวเองที่บิดามอบให้ ไม่ได้เชียวหรือ จึงอยากจะให้สาธารณชนที่มีวิถีชีวิตเช่นเดียวกันนี้ได้ลองพิจารณาเทียบเคียง ดูบ้าง
วิถีทางสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศของท่าน ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลย แต่เพราะการเมืองแทรกแซงกองทัพอากาศเพื่อหวังผลประโยชน์ และหวังสร้างทหารให้อยู่ในระบอบทักษิณ จะเป็นด้วยเพราะความศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพบุรุษกองทัพอากาศหรืออย่างไรนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แต่พล.อ.อ.ชลิต ได้รับเลือกสวนทางกับความต้องการของ พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา อดีต ผบ.ทอ.ที่ลาออกไปเล่นการเมืองก่อนเกษียณ และสร้างตำนานไว้ในประวัติศาสตร์การเมือง และกระทรวงมหาดไทย
พล.อ.อ.คงศักดิ์ มุ่งหวังที่จะจัดหา SU 30 จากรัสเซียที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการแต่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนต้องเลิกล้มโครงการ ส่วน Gripen-JAS 39 นั้น กองทัพอากาศไทยให้ความสนใจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 แล้ว แต่ขณะนั้นพล.อ.อ.ชลิตอยู่ในสายงานกำลังพลจึงไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบ เมื่อท่านได้เป็น ผบ.ทอ.จึงนำคุณสมบัติเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์แบบต่างๆ มาเปรียบเทียบกัน และพบว่า Gripen-JAS 39 มีคุณสมบัติและข้อเสนอที่ดีกว่า
Gripen-JAS 39 เป็นเครื่องบินรบอเนกประสงค์จริงๆ แม้นสวีเดนเป็นประเทศเป็นกลางก็จริง แต่ความเป็นกลางไม่มีอะไรค้ำประกันได้แน่นอนดังนั้นความสามารถในการป้องกัน ประเทศโดยเฉพาะกำลังทางอากาศที่มีภัยคุกคามจากการรุกรานของอดีตโซเวียตรัส เซียทำให้ต้องมีเครื่องบินรบที่ต้องสามารถประกันชัยชนะได้ และเพราะสวีเดนเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านเหนือของยุโรปตะวันตก หากเกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ และพันธมิตรนาโต้ซึ่งสงครามเป็นเรื่องไม่แน่นอน อันเกิดได้จากหลายสาเหตุและสวีเดนอาจถูกรุกราน
Gripen-JAS 39 สามารถซ่อนตัวในถ้ำที่กระจายทั่วประเทศ และสามารถวิ่งขึ้นและลงจากทางหลวงได้ เพราะ Gripen-JAS 39 ต้องการเจ้าหน้าที่ดูแลส่งกำลังบำรุงเพียง 4-8 คนเท่านั้น และเป็นไปตามหลักการซ่อนพรางทำให้ข้าศึกไม่สามารถโจมตีทำลายเครื่องบินขณะ จอดบนพื้นได้ และความสามารถนี้ทำให้ Gripen-JAS 39 มีโอกาสรอดสูงสามารถตอบโต้การรุรานได้รวดเร็วทั่วถึง
ความสามารถพิเศษในเชิงอากาศพลศาสตร์คือ Gripen มีปีกเล็กเรียกว่า Canard อยู่ที่หัวเครื่องบินทำให้มีความว่องไว และคล่องแคล่วในการเลี้ยวซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของเครื่องบินขับไล่ที่ สามารถหลบหลีกได้รวดเร็ว และก็โจมตีข้าศึกได้รวดเร็วเช่นกัน
ส่วนระบบการป้องกันทางอากาศหรือ RTADS- Royal Thai Air Defense Systems นั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะระบบนี้จะเป็น “ตา” และ “หู” ให้นักบินรบ ถ้าเรดาร์และระบบการติดต่อสื่อสารไร้คุณภาพแล้ว ประสิทธิภาพในการรบทางอากาศก็น้อยลงด้วย แต่สิ่งที่สำคัญคือ RTADS เป็นระบบที่ต้องใช้รวมกับมิตรประเทศ เมื่อมีการปฏิบัติการร่วมผสมทางทหารในภูมิภาคนี้ เช่น กลุ่มป้องกันประเทศร่วมกัน มาตรฐานประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่มิตรประเทศจะไว้ใจเรามากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น จิตสำนึกเหล่านี้ ผบ.ทอ.ทุกคนจะต้องคำนึงถึงและเพื่อความอยู่รอดของชาติ ของนักบินที่ผลิตยาก และประกันความมั่นคงของภูมิภาคนี้แล้ว ผบ.ทอ.ทุกคนจะต้องเลือกซื้อ เลือกใช้ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีคุณภาพและจะไม่เป็นแรงระเบิดสะท้อนกลับมา หาท่าน หากภารกิจของกองทัพอากาศล้มเหลวหรือนักบินขวัญกำลังใจตกต่ำเพราะเครื่องบิน ไร้ประสิทธิภาพ ไม่คุ้มค่ากับงบประมาณและความไว้วางใจของประชาชนได้มอบให้
ที่ เขียนนี้ก็เพราะคิดว่า พล.อ.อ.ชลิต ควรจะได้รับความเป็นธรรมจากสังคม เพราะท่านไม่ได้เลือกชีวิตท่านให้เป็นอย่างนี้ แต่เป็นชะตาชีวิตของกองทัพอากาศเองที่เลือกท่านครับ
**********************************************************
และเพิ่มเติ่มด้วยประวัติเล็กๆน้อยๆของท่าน อดีต ผู้บัญชาการทหารอากาศครับ
พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2491 ในครอบครัวทหาร สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนโยธินบูรณะ ปีการศึกษา 2505 เลขประจำตัว 4970 โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 13 โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง รุ่นที่ 40 โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 27 วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 25 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41 ผ่านหลักสูตรครูการบินไอพ่น (PILOT INSTRUCTOR T - 38) โดยทุน IMETP ที่ซานอันโตนิโอ มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา
เริ่มรับราชการในตำแหน่งสำคัญ คือผู้บังคับการฝูงบิน 231 กองบิน 23, เสนาธิการกองบิน 23, รองผู้บังคับการกองบิน 1, ผู้บังคับการกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ, ผู้ช่วยทูตทหารอากาศไทยประจำกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย, รองเจ้ากรมกำลังพลทหารอากาศ, ผู้บัญชาการกองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ, เจ้ากรมกำลังพลทหารอากาศ, ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ, ผู้ช่วยเสนาธิการทหารอากาศ ฝ่ายกำลังพล, รองเสนาธิการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ, ราชองครักษ์เวรในปี 2531 และราชองครักษ์พิเศษในปี 2546
พล.อ.อ.ชลิต ถือว่าเป็นนายทหารที่มีความรู้ความสามารถสูงในสายงาน "ยุทธการ" โดยผลงานที่สำคัญ คือเป็นหัวหน้าชุดภารกิจรับคนไทยและชาวต่างประเทศกลับจากกัมพูชา ในปี 2540
ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมมวยปล้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย (สมัยที่ 2) นายกสมาคมโดดร่มแห่งประเทศไทย นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ ประธานคณะกรรมการบริหารชุมนุมนักเรียนนายเรืออากาศ ทั้งเคยได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นการบิน 2 พันชั่วโมง (เป็นคนแรกของประเทศไทย) ในปี 2528 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ฝูงบิน 231 กองบิน 23 จ.อุดรธานี
นอกจากนี้ ยังเป็นนักบินที่ทำการทดสอบเครื่องเอฟ 5 ซี ของ ทอ. ซึ่งมีตัวเดียวในประเทศไทย และจอดเสียอยู่ในโรงซ่อมมากกว่า 5 ปี จากนั้นก็ขับเครื่องบินเป็นเครื่องสุดท้ายของฝูง 103 ย้ายจากกองบิน 1 จากสนามบินดอนเมืองไปไว้ที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา จึงถือว่าเป็นบุคคลที่ทำการบินเครื่องบินรุ่นเอฟ 5 ซี ที่จอดเสียนานที่สุด โดยไม่กลัวอันตราย จนสามารถนำเครื่องบินกลับมารับใช้ชาติได้อีก กระทั่งเครื่องลำดังกล่าวปลดประจำการในเวลาต่อมา
เริ่มทำการบินเอฟ 5 มาตลอด จนได้ชั่วโมงการบินถึง 1 พันชั่วโมง (เป็นคนที่ 5 ของประเทศไทย) และทำการบินต่อจนครบ 2 พันชั่วโมง (เป็นคนแรกของประเทศไทย) โดยในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บินลาดตระเวนใน พื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ และยังเคยผ่านประสบการณ์บินลาดตระเวนชายแดนไทย - กัมพูชา ด้าน จ.ตราด สุรินทร์ บุรีรัมย์ และ จ.สระแก้ว รวมทั้งภารกิจนำเครื่องบินไปทิ้งที่ระเบิดสมรภูมิบ้านร่มเกล้าถึง 3 รอบ ขณะประจำการอยู่กองบิน 23 จ.อุดรธานี
ในเหตุการณ์การรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คนที่ 2 ในฐานะเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ และภายหลังเหตุการณ์ได้รับการแต่งตั้งเป็นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (กดส.)
ในปี พ.ศ. 2550 เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เกษียณอายุราชการไป พล.อ.อ.ชลิต จึงรับตำแหน่งเป็นรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสืบต่อ
พล.อ.อ.ชลิต มีชื่อเล่นว่า "ต๋อย" สมรสกับ ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุตร - ธิดา 2 คน มีกีฬาส่วนตัวที่โปรดปรานคือ มวยปล้ำ โดยมีเหตุผลว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และรับหน้าที่เป็นนายกสมาคมมวยปล้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ด้วย












