แม้ว่า คนบางคนจะออกมาแหกปากปาวๆว่า "ผมไม่ได้ขายชาติ" แต่จากสิ่งที่กระทำมันก็เห็นผลอยู่ว่า เป็นเช่นไร จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผมนึกถึงชาวบ้านธรรมดาคนนึงที่เคยเป็นข่าว เมื่อปี 2547 ที่มีข่าวดังจนสื่อแทบจะทุกแขนงต่างให้ความสนใจคือ "ยายไฮทุบเขื่อน" เรื่องราวของแม่เฒ่าคนหนึ่ง กับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม มาตลอดระยะเวลา 27 ปี จากหญิงวัยกลางคนจนเข้าสู่วัยชรา เพียงเพื่อขอให้ที่นาที่เคยทำกินได้โผล่พ้นน้ำ และได้กลับไปเป็น "ชาวนา" เหมือนเดิม
จากความไม่โปร่งใสในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่ต้องสูญเสียที่ดิน อันเป็นแผ่นดินผืนที่เกิด สูญเสียที่ทำกิน อาชีพที่ต้องล่มสลาย ตลอดจน "การล้มละลายของความสุขในครอบครัว"
เพียงเพราะเป็นเสียงส่วนน้อย คำร้องขอความเป็นธรรมของยายไฮ และครอบครัวจึงไม่ได้รับการเหลียวแลจากบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะใช้ความอดทนพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยงานต่างๆนานถึง 27 ปี เมื่อการต่อสู้เรียกร้องขอความเป็นธรรมตามวิธีการที่ควรจะเป็นมันไร้ผล ยายไฮและครอบครัว จึงตัดสินใจ "ทุบเขื่อน" ที่คิดว่าเป็นหนทางสุดท้าย ที่จะทำให้แผ่นดินเกิด แผ่นดินที่เป็นที่ฝังกระดูกของบรรพบุรุษ ได้โผล่พ้นน้ำ หลังจากที่จมอยู่ใต้น้ำมานานถึง 27 ปีแม้จะรู้ทั้งรู้ว่า สิ่งที่คิดทำ เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย และอาจนำความเดือดร้อนมาให้ ยายไฮและครอบครัวก็พร้อมที่จะเสี่ยง ผมประทับใจมากๆ กับภาพเด็กตัวเล็ๆที่เป็นหลานๆของยายไฮ พากันนั่งเข้าแถวขวางถนน ปิดทางไม่ให้รถบรรทุกดินเข้ามาถมปิดน้ำที่กำลังปล่อยออกมาจากเขื่อน
จากการตัดสินใจ "ทุบเขื่อน" ของยายไฮ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มหันมาให้ความสนใจ จนนำไปสู่หนทางแก้ปัญหาในที่สุด... ยายไฮ ได้ที่นาคืนปัญหาเรื่องน้ำของชาวบ้าน ได้รับการแก้ไข แม้ว่า คำสั่งให้เปิดน้ำออกจากเขื่อน จะมาจากฝ่ายรัฐบาล แต่จากเหตุการณ์ที่เกิด ผมไม่ให้เครดิตรัฐบาลเลย เพระาหากรับบาลสนใจและมีความเป็นธรรมให้ยายไฮจริง ก็ต้องให้ความสนใจกับปัญหาตั้งแต่ตอนที่ยายไฮไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่กระทรวงมหาดไทยกับทำเนียบรัฐบาลแล้ว
ผมว่าผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องคือ "สื่อมวลชน" โดยเฉพาะรายการ "คน ค้น ฅน" ที่เข้ามานำเสนอเรื่้องราวการทุบเขื่อน ของยายไฮ จนเป็นข่าวโด่งดัง เป็นที่สนใจของคนทั่วไป
และอีกหน่วยงานที่ควรได้รับการชมเชยคือ สำนักงานสิทธิมนุษยชน ที่เข้ามาดูแลรักษา "สิทธิของเสียงส่วนน้อย" อย่างครอบครัวของ ยายไฮ ขันจันทา
จากเหตการณ์ของยายไฮ ขันจันทา แม้จะจบลงด้วยดี แต่ก็สะท้อนให้เห็นอะไรหลายๆอย่าง
- สะท้อนให้เห็นการทำงานของภาครัฐ ที่ขาดความโปร่งใส จนสร้างความเสียหายแก่ครอบครัวยายไฮ.. มิหนำซ้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำ ห้วยละห้า ที่สร้างขึ้น ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างที่กล่าวอ้าง ใช้ประโยชน์เพียงแค่เป็นแหล่งน้ำสำหรับประปาหมู่บ้านเท่านั้น ซึ่งก็มีแหล่งน้ำอื่นที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องสร้างอ่างเก็บน้ำนี้ แล้วทำไม? หน่วยงานภาครัฐ ถึงต้องการให้มีการสร้างเขื่อนทั้งที่ประโยชน์ที่แท้จริงน้อยมาก.... ให้คิดเล่นๆ
- สะท้อนให้เห็นถึง "อานุภาพของสื่อ" ที่เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ข้อเรียกร้องของยายไฮ ได้รับความสนใจ
- สะท้อนให้เห็นอีกว่า รัฐบาลขณะนั้น จะให้หัีนมาสนใจความทุกข์ยากของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆได้ ก็ต้อง "เป็นข่าว" ซะก่อน
ขอบคุณ ยายไฮ และครอบครัว ขันจันทา ที่แสดงแบบอย่างของความหวงแหนในแผ่นดินเกิดและรักในอาชีพของตนให้คนไทยได้เห็น แต่นักการเมืองหลายคนมันคงจะไม่มีวันเห็น ถ้าคนที่มันบอกว่า "ผมไม่ได้ขายชาติ" มันมีสำนึกในความเป็นชาตและหวงแหนแผ่นดินซักเศษเสี้ยวหนึ่งของยายไฮ มันคงไม่ทำแบบที่เป็นอยู่นี้ ขอบคุณ รายการ "คน ค้น ฅน" ที่ทำหน้าที่เหมือนกระจกสะท้อนให้เห็นเรื่องราวในซอกหลืบที่ลับตาของสังคม












