เริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยจัดสัมมนาที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีการเสวนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจในการเมืองหลายกลุ่ม รวมทั้งมีการแสดงงิ้วธรรมศาสตร์อีกครั้ง และเปิดตัวผู้ทำงานทางด้านติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชุดต่าง ๆและจัดชุมนุมอีกครั้งที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันศุกร์ที่ 25 เมษายน
วันที่ 25 พ.ค. 2551 พันธมิตรฯ ได้จัดรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 ด้วย พร้อมทั้งกล่าวหาถึงขบวนการสาธารณรัฐ ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เวลา 21.00 น. ได้เคลื่อนขบวนไปปักหลักยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ติดอยู่เพียงแค่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กั้นไว้ อีกทั้งท้ายขบวนยังมีการปะทะกับกลุ่มผู้ต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯด้วย จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย
ต่อมาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าชื่อร่วมถอดถอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่ลงชื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ส่วนอาสาสมัครผู้ช่วยการ์ดกลุ่มพันธมิตรฯ ถูกฝ่ายตรงข้ามรุมทำร้ายที่สะพานผ่านฟ้า จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายหัก ศีรษะแตกเย็บกว่า 20 เข็ม จนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี พันธมิตรฯ ได้ขยายขอบเขตการเรียกร้องเป็นการให้รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งทั้งคณะ และได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลตลอด จนสถานที่ราชการต่าง ๆ เพื่อกดดันรัฐบาล ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเองยืนยันว่าไม่มีการลาออกและยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็น เด็ดขาด ต่อมาในระหว่างการชุมนุมนี้มีการปะทะกำลังกันระหว่างฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและ ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ปรากฏผู้เสียชีวิตอย่างน้อยหนึ่งราย นายกรัฐมนตรีจึงประกาศให้กรุงเทพมหานครอยู่ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศข้อกำหนดต่าง ๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งกำลังมีการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นว่าอยู่ในขณะนี้
เหตุแห่งการชุมนุม
* เมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนว่า จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ มาตรา 309 ทำให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะเป็นการช่วยให้ ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิดจากคดีทุจริตต่างๆ จึงแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน
* ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยทำเอาไว้ เช่น การใช้ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องหาบางคนไม่ได้ถูกนำตัวไปขึ้นศาล เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ความเป็นศาลเตี้ยมาตัดสินปัญหา ส่งผลให้ญาติพี่น้องของผู้ตายเกิดความโกรธแค้น เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม และได้ส่งลูกหลานของตนไปฝึกฝนการก่อการร้าย จึงเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย[ต้องการแหล่งอ้างอิง], นโยบายการปราบปรามยาเสพติดแบบฆ่าตัดตอน ที่มีผู้เสียชีวิตแบบปริศนาประมาณ 2,700 กว่าศพ ฯลฯ
* ปัญหาการทุจริตต่างๆ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ, บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน, เมกะโปรเจ็กต์, กล้ายาง, ลำไย ฯลฯ
* ภายหลังจากที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมายังประเทศไทยในปีดังกล่าว ซึ่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้นัดชุมนุมกันอีกครั้ง ให้เหตุผลว่าคำสั่งโยกย้ายอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อาจเป็นการแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายบริหาร เพื่อเอามาช่วยให้พรรคพวกของตนทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง กับทั้งเพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีกับพันตำรวจโท ทักษิณในฐานะผู้ต้องหาตามหมายจับโดยยึดหลักปฏิบัติเดียวกันกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตรที่กลับมายังประเทศไทยก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงในระหว่างการชุมนุมครั้งนี้
* อีกสาเหตุหนึ่งคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติตัดสินให้ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ใบแดงเนื่องมาจากการซื้อเสียง มีโทษสูงสุดคือยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 5 ปี พร้อมทั้งส่งเรื่องขึ้นไปยังอัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดสั่งฟ้องเนื่องจากคดีมีมูล ขณะนี้คดีอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา
* พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังเรียกร้องให้รัฐบาลปราบปรามขบวนการล้มล้างทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่ผ่านมามีขบวนการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มนปช. ไปบุกบ้านสี่เสาเทเวศน์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพื่อขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี และจาบจ้วงอย่างเสียหาย เรื่องนี้ทางสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า เป็นการ "ตีวัวกระทบคราด", นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวแสดงปฐกถาในเรื่อง "ระบบอุปถัมป์ในสังคมไทย" ต่อสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทยและที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ซึ่งพันธมิตรฯ บอกว่าเป็นการเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ขึ้นเวที นปช.ที่ท้องสนามหลวง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกเช่นเดียวกัน นิตยสาร "ฟ้าเดียวกัน" ที่นำพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นหน้าปกเป็นลักษณะของคนยืนเหมือนในเหล้ายี่ห้อ "แบล็ก เลเบิ้ล" แต่สิ่งที่พันธมิตรเรียกร้องมาทั้งหมดนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากทางฝ่ายรัฐบาลเลย
* ส่วนประเด็นใหญ่ของการชุมนุมอีกประเด็นหนึ่งคือ เมื่อครั้งที่นายนพดล ปัทมะ ยังดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อยู่นั้น ได้ไปแอบตกลงร่วมกับประเทศกัมพูชา ทั้งๆที่ไม่ยอมเปิดเผยแผนที่ทับซ้อนบริเวณ เขาพระวิหารให้กับประชาชนคนไทยได้รับรู้ อย่างเพียงพอจึงทำให้ประชาชนทั่วประเทศเกิดความเคลือบแคลงใจ ต่างเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ดังนั้น พันธมิตรฯ จึงเคลื่อนขบวนไปชุมนุมหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือทวงถามกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหาร เนื่องจากและหวงแหนแผ่นดินไทย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อหัวใจคนไทยทั้งประเทศ ในวันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 10.00 น.
* ในเวลา 14.00 น. ของวันเดียวกันนั้น นายนพดล ปัทมะ ได้แอบไปลงนามยินยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ร่วมกับ นายอึง เซียน เอกอัครราชทูตกัมพูชา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเป็นที่น่าสังเกตว่า พอหลังจากที่นายนพดลลงลงนามเพียงไม่กี่วัน นายนพดลรีบลาออกทันที
* ต่อมานายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี (คนที่ 25) ได้ประกาศ "พรก.ฉุกเฉิน" เพื่อหวังที่จะสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ผลที่ตามมากลับยิ่งทำให้ประชาชนหลั่งไหลจากทั่วภูมิภาคของประเทศ และชาวไทยในต่างประเทศ ยิ่งเข้ามาร่วมชุมนุม ให้กำลังใจและบริจาคเงินช่วยเหลือพันธมิตรฯ มากกว่าเดิมเสียอีก
ยุทธศาสตร์ดาวกระจาย
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปรับแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจาย เริ่มต้นด้วยนายสุริยะใส กตะศิลา และผู้ร่วมชุมนุม 300 คน เดินทางไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วยื่นจดหมายถึงนายชัยเกษม นิติศิริ อัยการสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าสู่กระทรวงมหาดไทย เพื่อยื่นหนังสือถึง ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ดูแลและแก้ปัญหาของประชาชนมากกว่าการโต้ตอบทางการเมือง รวมทั้งยังเดินทางไปชุมนุมประท้วงที่ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อถามหาความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 11.28 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนจากหน้าสนามกีฬาแห่งชาติไปชุมนุมที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมเรียกร้องให้ประธาน กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบคำร้องทุจริตเลือกตั้งที่ถูกยกกว่า 700 คดี ขณะเดียวกัน ให้ตรวจคำแถลงปิดคดีใบแดง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ด้วยตัวเอง และยังให้กำลังใจ กกต. 3 คนคือ
1. นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
2. นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง
3. นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังอ้างว่า นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้งอีกคนหนึ่ง มีพฤติกรรมที่แสดงออกเข้าข้างพรรคพลังประชาชนในทุกกรณี ตลอดจนอยู่ในฐานะที่กำกับดูแลเรื่องฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่บังอาจนำเสนอหลักฐานอันเป็นเท็จต่อศาลฎีกานั้น ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งโดยทันที
วันอังคารที่17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ ประกาศเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ เวลา 20:58 น. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา และ นายวสันต์ พานิชย์ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่ง ได้ประกาศนโยบายการประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติดว่า นโยบายนี้มีการใช้วิธีการฆ่าตัดตอน ที่ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,800 ราย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง จากนั้นมีการเปิดเทปบันทึกภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สถานีตำรวจอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ในยุคของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่แสดงให้เห็นถึงการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง และโหดเหี้ยมทำให้มีผู้เสียชีวิตต่อเนื่องกันถึงกว่า 70 ราย เวลา 21.20 น. หลังจากที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศจะนำมวลชนเคลื่อนไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 20 มิถุนายน
วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลายพันคนเคลื่อนขบวน ยาวเหยียดไปยังหน้าสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมารับโทษในประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนตัวไปปราศรัยที่หน้าอาคารสำนักงานใหญ่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อทวงคืน ปตท. จากตลาดหลักทรัพย์กลับคืนสู่ประชาชน
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551 พันธมิตรฯประกาศให้เป็นการการชุมนุมใหญ่เพื่อเป็นการ ซ้อมใหญ่ ก่อน รับปริญญา มีผู้เข้าร่วมชุมนุมเป็นหลักแสน จนแถวยาวเหยียดเกือบถึงลานพระบรมรูปทรงม้า
วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 09.00 น. พันธมิตรฯได้จัดการเดินชุมนุมไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและอ่านแถลงการณ์ ไม่ยอมให้รัฐบาลทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเด็ดขาด หากรัฐบาลยื่นกระทู้ขอแก้ไขวันใด ภายในระยะเวลา 7 วัน จะ เป่านกหวีด เรียกชุมนุมใหญ่ทันที จากนั้นจึงเดินไปที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ทำการระลึกถึงวีรชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา และได้เดินไปถึงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อทำการสักการะพระศพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และตั้งจิตอธิษฐานต่อพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ขอให้ผู้ไม่ประสงค์ดีต่อประเทศชาติจงพบกับความหายนะ
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายที่สถานทูตอังกฤษ สี่แยกเพลินจิต ถนนสุขุมวิท เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบบาลอังกฤษส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาประเทศไทย โดยนัดรวมตัวกันที่ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ (ลานหน้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เก่า)
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายอีกครั้งที่หน้ากระทรวงต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางกระทรวงทำการเพิกถอนหนังสือเดินทางสีแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และค่ำวันเดียวกัน จากเดิมที่เคยนัดกันว่าจะไปดาวกระจายอีกครั้งที่หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อให้กำลังใจนักเรียนที่ทำการคัดค้านการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่ของโรงเรียน ได้ประกาศยกเลิกไป เนื่องจากในวันดังกล่าว ทางโรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนและให้นักเรียนบางส่วนไปชมภาพยนตร์ และทาง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศวันบนเวทีว่า วันเสาร์ (23 สิงหาคม) จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเป่านกหวีดอีกครั้งวันไหน
แต่ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 แกนนำฯได้เปลี่ยนมาประกาศการเป่านกหวีดในวันนี้แทน โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศเป่านกหวีดในเช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยเรียกร้องผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดให้มาถึงในเวลาค่ำคืนของวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม ส่วนจะเคลื่อนไปที่ไหน จะบอกในวันนั้น
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายที่สถานทูตอังกฤษ สี่แยกเพลินจิต ถนนสุขุมวิท เพื่อเรียกร้องให้ทางรัฐบบาลอังกฤษส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาประเทศไทย โดยนัดรวมตัวกันที่ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ (ลานหน้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เก่า)
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ใช้กลยุทธ์ดาวกระจายอีกครั้งที่หน้ากระทรวงต่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้ทางกระทรวงทำการเพิกถอนหนังสือเดินทางสีแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และค่ำวันเดียวกัน จากเดิมที่เคยนัดกันว่าจะไปดาวกระจายอีกครั้งที่หน้าโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อให้กำลังใจนักเรียนที่ทำการคัดค้านการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่ของโรงเรียน ได้ประกาศยกเลิกไป เนื่องจากในวันดังกล่าว ทางโรงเรียนได้ประกาศหยุดเรียนและให้นักเรียนบางส่วนไปชมภาพยนตร์ และทาง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศวันบนเวทีว่า วันเสาร์ (23 สิงหาคม) จะประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเป่านกหวีดอีกครั้งวันไหน
แต่ในวันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 แกนนำฯได้เปลี่ยนมาประกาศการเป่านกหวีดในวันนี้แทน โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศเป่านกหวีดในเช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยเรียกร้องผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดให้มาถึงในเวลาค่ำคืนของวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม ส่วนจะเคลื่อนไปที่ไหน จะบอกในวันนั้น
การต่อต้านแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551 นายสุวัตร อภัยภักดิ์ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ และ คณะ รวม 9 คน เป็นตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด
การ์ดอาสา
วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 15.00 น. พลตำรวจเอกวิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติฝ่าย ความมั่นคง พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจรพร้อมทั้งยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ มีนโยบายการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนั้นภาพที่ปรากฏออกไปคงถือว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่นั้นจะมีการเตรียมกำลังเพิ่มเติมประมาณ 2 กองร้อย หรือ 300 นาย เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด กรณีการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551 โดยมี พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็น รองผู้บัญชาการเหตุการณ์ ควบคุมกำลังดูแลพื้นที่โดยรอบรัฐสภา โดยเน้นไม่ให้มีการบุกรุกเข้ามาในพื้นที่รัฐสภาอย่างเด็ดขาด
วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมนักวิชาการ เดินทางมาพบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อรับมอบรายชื่อผู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งในส่วนของพันธมิตรฯ ได้มีการมอบรายชื่อให้กับทางสถาบันไทยคดีศึกษาไปแล้ว 6,000 รายชื่อ และในวันนี้มอบให้อีก 3,488 รายชื่อ ซึ่งล่าสุดตัวเลขของผู้ที่คัดค้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารมี ทั้งหมด 33,400 รายชื่อ ภายหลังจากที่มีการรับมอบรายชื่อจากแกนนำกลุ่มพันธมิตรแล้ว ม.ล.วัลวิภา ยังได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องนี้ ต่อนายจุลยุทธ หิรัณยะวสิต ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย
ต่อมาในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติ ครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็น มรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด หรือ ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ศาลได้ไต่สวนฉุกเฉินคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และใช้เวลาไต่สวนกว่า 10 ชั่วโมง จนมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเมื่อเวลา 02.00 น. ศาลปกครองสูงสุดได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังนี้
1. ให้เพิกถอนการกระทำของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและมีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
2. เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ที่มีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วม ฯ โดยมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม ฯ
3. ให้เพิกถอนการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551
4. มีคำสั่งให้นายนพดล ปัทมะ ยุติความผูกพันตามคำแถลงการณ์ร่วม ฯ ต่อประเทศกัมพูชาและองค์การยูเนสโก
ย้ายไปชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เวลา 13.00 น.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนขบวนปิดล้อมที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช หลังจากเดินทางไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อคัดค้านกรณีนายนพดล ปัทมะยอมรับแผนที่ปราสาทเขาพระวิหารที่กัมพูชากำหนดขึ้น เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน
ประมาณเวลา 13.30 น. ขบวนผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภายใต้การควบคุมของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง สามารถฝ่าการสกัดกั้นของตำรวจเข้ายึดพื้นที่แยกนางเลิ้งสำเร็จ พร้อมประกาศจะเคลื่อนขบวนเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 17.00 น. (กรุงเทพธุรกิจ) ส่วนขบวนของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ได้เคลื่อนพลถึงบริเวณแยกวังแดงใกล้คุรุสภา ด้าน นปก. ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมของตนและกลุ่มจักรยานยนต์ ปักหลักชุมนุมที่ ถนนราชดำเนินนอก หวังกดดันให้พันธมิตรฯ ยุติการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะที่การจราจรบริเวณรอบถนนราชดำเนินนอกเป็นอัมพาต
เวลา 15.00 น. ขบวนผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ กลุ่มของนายสมศักดิ์ โกศัยสุขสามารถฝ่าด่านของตำรวจที่สกัดไว้บริเวณแยกมิสกวัน และมุ่งหน้านำกลุ่มผู้ชุมนุมไปสมทบกับกลุ่มของพลตรีจำลองที่แยกนางเลิ้งจน สำเร็จ
เวลา 15.30 น. พันธมิตรประกาศชัยชนะในการยึดพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าว ยอมรับว่าการที่พันธมิตรฯ สามารถยึดพื้นที่หน้าทำเนียบรัฐบาลสำเร็จ ถือเป็นชัยชนะของประชาชนทุกคน เพราะถือว่าตำรวจไม่ได้แพ้ และประชาชน ก็ไม่ได้แพ้ และทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน พร้อมยืนยัน จะไม่มีการสลายการชุมนุมหรือการใช้แก๊สน้ำตาแต่อย่างใด
ศาลอาญามีคำสั่งอนุมัติหมายจับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลอาญามีคำสั่งอนุมัติหมายจับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องด้วยนายสนธิได้เผยแพร่คำปราศรัยที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ที่ปราศรัยที่ท้องสนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งนายสนธิได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เวลา 9.00 น.
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.ภานุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวนร่วมกันสอบปากคำนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ เช่น นายสุริยะใส กตะศิลา นายพิภพ ธงไชย เข้าให้ปากคำในฐานะพยานร่วมกับ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด แต่งเครื่องแบบนายทหารเต็มยศที่เดินทางสมทบในภายหลัง ซึ่งนายสนธิได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อหากล่าวหา พร้อมให้ทนายความส่วนตัวยื่นเรื่องขอประกันตัวโดยใช้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ของนายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นหลักประกันตัวออกไป
แต่ในวันเดียวกันที่จังหวัดอุดรธานี กลุ่มพันธมิตรฯอุดรธานีได้จัดตั้งเวทีปราศรัยและจอโปรเจกต์เตอร์ขึ้น ได้ถูกกลุ่มชมรมคนรักอุดร ซึ่งนำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา นักจัดรายการวิทยุท้อง ถิ่นยกพวกร่วม 1,000 คน พร้อมอาวุธครบมือ ไปรื้อทำลายเวทีและทำร้ายผู้ร่วมชุมนุมจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน และมีอยู่หนึ่งคนที่สาหัสจนต้องเข้าห้องไอซียู เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้มีตำรวจในพื้นที่ยืนดูอยู่เฉย ๆ ขณะที่จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดยโสธร ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้คล้าย ๆ กัน
ปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า และการยึดทำเนียบรัฐบาล
เช้าวันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มีกลุ่มผู้คนประมาณ 80 คนอ้างตัวว่าเป็นพันธมิตรฯ บุกเข้าไปที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) แล้วยึดไว้ ในช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. แต่หลังจากนั้นก็ถูกจับกุมและสถานีก็สามารถออกอากาศได้ตามปกติ ต่อมากลุ่มพันธมิตรฯได้บุกเข้าไปในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายในการนำสัญญาณโทรทัศน์ของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี มาออกอากาศในคลื่นความถี่โทรทัศน์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยแทน แต่ทำไม่สำเร็จ โดยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยต้องย้ายไปออกอากาศที่กองบังคับการตำรวจจราจร และสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5แทน ต่อมากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศเป่านกหวีดเผด็จศึกกับรัฐบาล และเคลื่อนตัวออกจากสะพานมัฆวานรังสรรค์ มุ่งหน้าไปที่กระทรวงหลายแห่งรวมทั้งทำเนียบรัฐบาล จนสามารถบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ ทำให้คณะรัฐมนตรีต้องไปประชุมกันที่กองบัญชาการทหารสูงสุด และที่นั่นเอง นายสมัคร สุนทรเวช ได้มอบอำนาจการจัดการกับผู้ชุมนุมให้กับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมต.มหาดไทย ซึ่ง พล.ต.อ.โกวิท ก็ได้ประกาศว่า จะสลายการชุมนุมในเวลา 18.00 น. ของวันนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นดังที่อ้าง ช่วงค่ำนายสนธิ ลิ้มทองกุล ปราศรัยว่าทางรัฐบาลจะขอศาลออกหมายจับ 5 แกนนำ และผู้ประสานงานในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดตกลงกันแล้วว่าจะยอมให้จับโดยดีและมีความเป็นไปได้ที่ศาลจะไม่ ให้ประกันตัว
ผลจากปฏิบัติการไทยคู่ฟ้าศาลอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 16.00 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขออนุมัติออกหมายจับ
* สนธิ ลิ้มทองกุล
* พลตรีจำลอง ศรีเมือง
* พิภพ ธงไชย
* สมศักดิ์ โกศัยสุข
* สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
* สุริยะใส กตะศิลา
* เทิดภูมิ ใจดี
* อมร อมรรัตนานนท์
* ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
ผู้ต้องหาที่ 1-9 ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 215 และ 216
จับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์และพลตรีจำลอง ศรีเมือง
นับตั้งแต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนที่นายสมัคร รัฐบาลมีท่าทีเจรจาสมานฉันท์กับฝ่ายพันธมิตรฯ โดยได้แต่งตั้ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อที่จะมาทำหน้าที่เจรจากับทางพันธมิตรโดยเฉพาะ ซึ่งทางฝ่ายพล.อ.ชวลิตเองก็ได้ยอมรับในเรื่องนี้ โดยส่ง พล.ท.พิรัตน์ สวาพิรัตน์ นายทหารคนสนิทไปคุยเจรจากับพล.ต.จำลอง ถึงที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล
แต่ในศุกร์ที่ 3 ตุลาคม เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำ 9 คน ที่ถูกหมายจับข้อหาเป็นกบฏ ได้เดินทางไปที่บ้านของนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และเดินทางกลับด้วยรถยนต์ ขณะที่อยู่บนทางด่วน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับโดยกระชากตัวลงมาจากบนรถเลย โดยนายตำรวจคนที่รับหน้าที่นี้มีชื่อว่า พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี การจับกุมเริ่มขึ้นจากนายไชยวัฒน์ออกเดินทาง จากที่ชุมนุม ซึ่งตำรวจได้ตามประกบไปตั้งแต่ที่นายไชยวัฒน์เสร็จสิ้นการปราศรัยที่ทำเนียบ รัฐบาล ในช่วงบ่าย ก่อนหน้านั้น ในช่วงการจับกุมได้มีการต่อรอง ว่า จะนำมาสอบสวนที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง แต่ระหว่างที่ขึ้นทางด่วน นายไชยวัฒน์ได้ขับรถส่วนตัว โดยมีตำรวจนั่งประกอบ และมีรถตำรวจอีกจำนวนหนึ่งตามหลัง เมื่อมาถึงทางแยกระหว่างไปทางแจ้งวัฒนะ และ ยมราช ตำรวจได้บังคับให้หยุดรถและฉุกกระชาก นายไชยวัฒน์ ลงมาจากรถ และนำขึ้นรถตำรวจอีกคันแล้วขับตรงไปทางแจ้งวัฒนะ และนำตัวไปกักขังไว้ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี แต่นายไชยวัฒน์ยังมีขวัญกำลังใจดีอยู่และฝากบอกมาว่าไม่ต้องประกันตัว ซึ่งปฏิกิริยาของทางฝ่ายพันธมิตรฯระบุว่า รัฐบาลไม่มีท่าทีที่จะสมานฉันท์จริง และเป็นไปได้ว่าอาจเรียกชุมนุมใหญ่อีกครั้ง
และในเช้าวันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ออกจากที่ชุมนุมเพื่อไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ถนนพระราม 5 เขตดุสิต ขณะที่หย่อนบัตรลงหีบเรียบร้อยแล้วก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรจเข้าจับกุมและนำ ไปควบคุมตัวที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อันเป็นที่เดียวกับนายไชยวัฒน์ โดยก่อนหน้านั้น พล.ต.จำลองได้เขียนจดหมายทิ้งไว้หนึ่งฉบับและย้ำให้เปิดอ่านหลัง 09.00 น. ซึ่งนางสาวอัญชลี ไพรีรัก ซึ่งทำหน้าที่พิธีกรบนเวทีก็ได้เปิดอ่านหลังจากนั้น โดยมีข้อความในจดหมายว่า
"เรียน คุณอัญชลี คุณกมลพร หรือพิธีกรคนอื่นๆ กรุณาอ่านทุกถ้อยคำ อย่าให้ตกหล่น อ่านออกสำเนียงเสียงพูด พันธมิตรฯ ทุกท่าน ในการปราศรัย เราต่างมาชุมนุมเพื่อใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญ เราต่างมาทำบุญเพื่อประเทศไทย และใช้หนี้แผ่นดิน เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คนที่เกิดมา ก่อนตายต้องชดใช้บุญคุณแผ่นดิน ไม่ว่าการณ์สิ่งใดจะเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจงจดจำไว้ว่า หน้าที่ของพลเมืองไทย คือ รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมจำลอง ศรีเมือง อยากย้ำเตือนคนไทยว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน จาก — จำลอง ศรีเมือง 6 โมงเช้า"หลังจากถูกจับกุมแล้ว พล.ต.จำลองแสดงความจำนงว่าไม่ต้องการรับประกันตัว เนื่องจากเป็นหมายจับที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปฏิกิริยาต่าง ๆ ของสังคมหลังจากทราบข่าวก็ได้แสดงความเป็นห่วงในสถานการณ์ และหลายฝ่ายก็คาดว่าเหตุการณ์จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งทางกลุ่มแนวร่วมของพันธมิตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากต่างจังหวัดก็ได้ทยอย เดินทางมุ่งเข้าสู่กรุงเทพมหานครทันที
ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับคดีกบฏ
ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ ข้อหาซ่องสุมกำลัง โดยที่ศาลได้ให้เหตุผลในการถอนหมายจับว่าเป็นการตั้งข้อหาเลื่อนลอย แต่ศาลอุทธรณ์ยังให้คงหมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มาตรา 116 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้าน เมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 216 และ 215
หลังจากนั้น ศาลจึงอนุมัติให้พลตรีจำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ประกันตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข
การขยายที่ชุมนุมสู่รัฐสภาและการสลายการชุมนุม
วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม หลังจากที่ผู้ชุมนุมจากจังหวัดต่าง ๆ ได้ทยอยสู่ที่ชุมนุมแล้ว เวลาประมาณ 20.30 น. บนเวทีแกนนำพันธมิตรทั้งรุ่นแรกและรุ่นที่สองได้ขึ้นเวทีพร้อมกัน และประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมไปยังหน้าอาคารรัฐสภาทำการปิดล้อม เพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ในวันรุ่งขึ้น (7 ตุลาคม) โดยในส่วนหน้ารัฐสภานี้อยู่ภายใต้การดูแลของแกนนำพันธมิตรรุ่นสอง
แต่ในเวลาประมาณ 06.20 น. ของเช้าวันอังคารที่ 7 ตุลาคม ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาร่วม 100 กว่านัดเข้าใส่ผู้ชุมนุมหวังจะให้แตกสลาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สาหัสสุดถึงขั้นขาขาด ขณะเดียวกันหลายคนเมื่อได้ทราบเรื่องก็เร่งรีบเดินทางเข้าสู่ที่ชุมนุมทันที ซึ่งทางพันธมิตรฯได้เข้าทำการตัดน้ำ ตัดไฟในอาคารรัฐสภา ทางรัฐสภาจึงต้องใช้ไฟฟ้าสำรอง ต่อมาในเวลาประมาณ 09.30 น. การแถลงนโยบายร่วมได้เริ่มขึ้น แต่ว่ามี ส.ส. และ ส.ว. หลายคนไม่ได้เข้าประชุม นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาได้ให้นับองค์ประชุมปรากฏว่าไม่ครบองค์ประชุม จึงได้ให้พักการประชุม และเมื่อเปิดประชุมใหม่ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นจำนวน 320 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายค้านและ ส.ว. จำนวน 40 คนได้คว่ำบาตรการแถลงนโยบายครั้งนี้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้แถลงนโยบายเสร็จในเวลาประมาณ 14.00 น. ไม่สามารถจะเดินทางออกมาได้เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดกั้นประตูทางออก แทบทุกทาง จึงต้องเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจแทน พร้อมด้วยนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาว ไปยังกองบัญชาการกองทัพไทยที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อหารือกับผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ ถึงสถานการณ์
เวลา 16.00 น. เกิดเหตุการณ์รถจิ๊ปเชโรกีระเบิดที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็นผู้ชาย ซึ่งเจ้าของรถเป็นพันธมิตร ได้จอดรถไว้เพื่อเดินมาร่วมชุมนุม และเกิดระเบิดหลังจากนั้นเพียง 10 นาทีเท่านั้น
ในเวลาประมาณ 17.00 น. บรรดา ส.ส. และ ส.ว. ยังคงติดอยู่ภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรไม่ยอมให้บุคคลเหล่านี้ออก นอกจากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงานสภา, สื่อมวลชน เท่านั้น โดยให้แสดงบัตร แต่ปรากฏว่า ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาอีกหลายนัดยิงอีก เพื่อเปิดทางให้นักการเมืองออกไปได้ และการระดมยิงแก๊สน้ำตายัง คงต่อเนื่องไปจนถึงหัวค่ำ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจน ถึงขาขาดเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย และมีผู้หญิงสาวเสียชีวิตด้วย รวมยอดผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 381 ราย เสียชีวิต 2 ราย และตำรวจได้รับบาดเจ็บ 11 นาย
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น สังคมหลายภาคส่วนได้ประณามการกระทำของตำรวจครั้งนี้












